เราเลือก “ที่ตาย” ได้หรือไม่?
หากเรามีความปรารถนาจะเสียชีวิตที่ใด เมื่อวันที่เราใกล้จะเสียชีวิต เป็นไปได้หรือไม่ที่จะได้อยู่ที่นั่นจริง และความปรารถนานี้อาจเป็นความปรารถนาครั้งท้ายสุดในชีวิตของเรา ที่เราอาจจะอยากได้มากที่สุด ทว่ามันจะเป็นไปได้จริงหรือ
ความปรารถนา vs ความเป็นจริง: ช่องว่างที่ยังห่างไกล
จากประสบการณ์การทำงานในการดูแลผู้ป่วย Palliative Care ในภาควิชาเวชศาสตร์ครอบครัว คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี พบว่าหลายครั้งที่สถานที่ที่ผู้ป่วยหรือครอบครัวต้องการเสียชีวิตกับสถานที่ที่เสียชีวิตจริงต่างกัน
บางครั้งผู้ป่วยต้องการเสียชีวิตที่บ้าน ดังเช่นที่พบในงานวิจัยหนึ่งในประเทศไต้หวัน ที่พบว่าผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตต้องการเสียชีวิตที่บ้านมีถึงประมาณ ร้อยละ 67(1) แต่ในความเป็นจริงอาจเกิดขึ้นไม่ได้เพราะ:
แพทย์อาจต้องการให้ดูอาการต่อในโรงพยาบาล
บ้านอาจไม่พร้อมเป็นที่ดูแล ขาดผู้ดูแล และขาดแคลนยา
ขาดอุปกรณ์ในการบริหารยาและอุปกรณ์ในการช่วยดูแล
ผู้ป่วยจึงจำต้องอยู่ในโรงพยาบาลกระทั่งเสียชีวิต บางครั้งก็เป็นครอบครัวเองที่มีความกังวลในการให้การพยาบาลผู้ใกล้เสียชีวิตที่บ้าน จึงต้องการให้ผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตอยู่ในโรงพยาบาลตราบจนวาระสุดท้าย
ปัญหา "การเคลียร์เตียง" และความไม่พร้อมของครอบครัว
ในทางกลับกัน หลายครั้งที่ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตที่ไม่มีความจำเป็นทางการพยาบาล และการดูแลรักษาทางการแพทย์มากนัก เนื่องจากเป็นระยะท้ายของโรค แต่ไม่พร้อมในการดูแลที่บ้าน ผู้ป่วยและครอบครัวมีความกลัวความกังวลในหลาย ๆ ด้าน แต่ในหลายโรงพยาบาลต้องการให้ผู้ป่วยกลับไปดูแลแบบประคับประคองที่บ้าน เพื่อ “เคลียร์เตียง” เพื่อให้ผู้ป่วยอื่นได้รับการรักษา
ความสำคัญของการเลือกสถานที่เสียชีวิตในระดับสากล
แท้จริงแล้วการได้เสียชีวิตในสถานที่ที่ผู้ป่วยต้องการถือเป็นงานสำคัญหนึ่งของการดูแลผู้ป่วยแบบ Palliative Care ในหลายประเทศ เช่น ประเทศออสเตรเลีย(2) และ สหราชอาณาจักร(3) ถือว่าเป็นภารกิจสำคัญหนึ่งที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกฝ่ายควรเคารพความปรารถนานี้และปฏิบัติตามเท่าที่จะสามารถทำได้ เนื่องจากคำนึงว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งที่กระทบต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในระยะเวลาที่เหลืออยู่อย่างจำกัด รวมทั้งกระทบต่อความรู้สึกทั้งของผู้ใกล้เสียชีวิต และครอบครัวด้วย(3)
สถิติและความเป็นไปได้ในการเลือกที่เสียชีวิต
แม้ว่ามีความพยายามสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตในที่ที่ต้องการแล้ว แต่ยังพบว่าสถานที่ที่ผู้ป่วยต้องการจะเสียชีวิตกับสถานที่ที่เสียชีวิตจริงนั้นอาจไม่สอดคล้องกัน จากรายงานวิจัยพบว่า ร้อยละ 30 – 91(4) ของผู้ป่วยในหลายประเทศทั่วโลกได้เสียชีวิตในสถานที่ที่ปรารถนา จะเห็นได้ว่าสถิติดังกล่าวมีความแตกต่างกันอย่างมาก
นอกจากนี้มีการศึกษาแบบ Systematic Review ที่สนับสนุนอีกว่า ผู้ป่วยที่ไม่ได้เสียชีวิตในสถานที่ที่ตนต้องการมีสัดส่วนมากกว่า โดยมีความสำคัญทางนัยสำคัญทางสถิติ (weighted risk ratio of 1.23, 95% CI 1.01 to 1.49, p=0.04)(5) ปัจจัยที่ทำให้ผู้ป่วยได้เสียชีวิตในที่ที่ต้องการนั้นขึ้นกับปัจจัยหลายประการ อันได้แก่:
ปัจจัยสนับสนุนจากแพทย์
ปัจจัยสนับสนุนจากครอบครัว
การสามารถเข้าถึง Hospice หรือ สถานที่ดูแลผู้ป่วยในช่วงท้ายของชีวิตด้วย(4)
เมื่อเวลาเปลี่ยน ความต้องการก็เปลี่ยน
อีกสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ ผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตและครอบครัวอาจมีสถานที่ที่ต้องการเสียชีวิตแตกต่างกัน และผู้ป่วยและครอบครัวอาจเปลี่ยนสถานที่ต้องการเสียชีวิตเมื่อเวลาผ่านไป การศึกษาในประเทศออสเตรเลียพบว่า การสอบถามสถานที่ต้องการเสียชีวิตในครั้งแรกส่วนใหญ่คือ บ้าน เทียบกับการถามครั้งสุดท้ายก่อนผู้ป่วยเสียชีวิตจริงพบว่าสัดส่วนของความต้องการเสียชีวิตใน Hospice และโรงพยาบาลมากขึ้น(2)
และพบว่าผู้ป่วยที่ต้องการเสียชีวิตที่บ้านได้เสียชีวิตจริงที่บ้านเพียง ร้อยละ 37.5 ซึ่งแตกต่างกันอย่างมากเมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ปรารถนาจะที่สถานพยาบาล (เช่น Hospice, สถานที่ดูแลผู้สูงอายุ และโรงพยาบาล) ได้เสียชีวิตตามที่ต้องการถึง ร้อยละ 62.5 ถึง 76.9
แนวโน้มโลก: การเสียชีวิตที่บ้านลดลง
สถานที่เสียชีวิตของประชากรโลกมีแนวโน้มเปลี่ยนไปจากเดิม ข้อมูลสถิติการเสียชีวิตที่บ้านลดลงจากเดิมอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะเสียชีวิตที่สถานพยาบาลมากขึ้น
สหราชอาณาจักร: การเสียชีวิตที่บ้านมีลดลงเรื่อยใน 30 ปีที่ผ่านมา จากร้อยละ 31 เป็นร้อยละ 18 และมีแนวโน้มว่าในอนาคตอีก 30 ปีข้างหน้า จะมีผู้ป่วยเพียง ร้อยละ 10 ที่เสียชีวิตที่บ้าน(6)
เบลเยี่ยม: การเสียชีวิตเกิดขึ้นในโรงพยาบาลหรือสถานที่ดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ประมาณ ร้อยละ 73 ส่วนการเสียชีวิตที่บ้านมีพบเพียงร้อยละ 24 โดยผู้ที่เสียชีวิตที่อื่นนอกจากบ้านมักเป็นผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรังที่ไม่ใช่มะเร็ง การศึกษาน้อย และอยู่อาศัยเพียงลำพัง(7)
ความท้าทายในบริบทประเทศไทย
การทำให้ความปรารถนาของผู้ป่วยและครอบครัวเป็นจริงในครั้งสุดท้ายเรื่องสถานที่ที่ผู้ป่วยต้องการเสียชีวิตยังเป็นเรื่องท้าทายมากในปัจจุบัน โดยเฉพาะสถานการณ์ในประเทศไทย เนื่องจากมีความจำกัดของสถานพยาบาลในการดูแลผู้ป่วย เนื่องจากโรงพยาบาลยังเป็นสถานที่หลักในการดูแลผู้ป่วย แต่เป้าหมายหลักของโรงพยาบาลคือ การรักษาให้หาย (Cure) โดยใช้อุปกรณ์และเทคโนโลยีต่าง ๆ ให้มากที่สุด ต่างจากเป้าหมายหลักของการดูแลผู้ป่วยใกล้เสียชีวิตที่ต้องการให้เพียง ไม่ทุกข์ทรมาน (Care)
Hospice และแนวความคิดในการจัดสถานที่เพื่อดูแลผู้ป่วยที่ใกล้เสียชีวิตจึงเริ่มได้รับความสนใจและกำลังก่อกำเนิดขึ้น ซึ่งยังอาจไม่สำเร็จและพัฒนาไปทั่วประเทศได้ในระยะเวลาอันสั้น
บทสรุป
ความปรารถนาในเรื่องสถานที่เสียชีวิตของผู้ป่วยเป็นสิ่งหนึ่งที่บุคลากรทางการแพทย์ควรตระหนักถึงความสำคัญ ร่วมกับการขับเคลื่อนนโยบายการดูแลผู้ป่วย Palliative Care อย่างจริงจังจะสามารถนำไปสู่การขยายบริการดูแลและบรรเทาอาการช่วงใกล้เสียชีวิตให้ครอบคลุมทั่วถึงทั้งที่บ้านและสถานพยาบาล เพื่อคุณภาพชีวิตอย่างแท้จริงตราบจนวาระสุดท้าย
แหล่งที่มา: https://www.rama.mahidol.ac.th/fammed/th/article/postgrad/writer18/place_of_death
